ถอดบทเรียน เส้นทางข่าวโควิด-๑๙  : สื่อสารผิดพลาดหรือถูกบิดเบือน?

โดย…โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย

 

นับเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครปฏิเสธอีกแล้วว่า วิกฤตการณ์อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ เป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ กล่าวสำหรับประเทศไทยเรา การแพร่ระบาดระลอกที่สามหลังเดือนเมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ได้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสถานการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ไม่เพียงแต่ในเรื่องของระบบการบริหารจัดการกับโรคอุบัติใหม่ที่มีความร้ายแรงและแพร่กระจายเชื้อไปได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีนซึ่งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์การยันสถานการณ์การแพร่ระบาด หลังจากที่ก่อนหน้าหน้านี้ได้ใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับด้วยการ “ล็อกดาวน์” จนดูเสมือนว่าจะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นว่ามาตรการตั้งรับอัน (เชื่อว่า) แน่นหนา(?)ก็ถูกตีแตกกระเจิง

ผลสืบเนื่องจากการณ์นี้ก็คือ ระบบสาธารณสุขของไทยที่มีเครดิตได้รับการยกย่องในลำดับต้นๆ ของโลกไม่สามารถรองรับสถานการณ์อันวิกฤติได้ การบริหารจัดการระบบหน้างานจึงเป็นเรื่องที่บีบหัวใจอย่างยิ่ง ขณะที่มองในภาพรวมก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้มีความสลับซับซ้อนหนักหน่วงมากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ได้รับการพูดถึงกันค่อนข้างมาก นั่นก็คือ ระบบและวิธีการสื่อสารอันเป็นเครื่องมือหรือกลไกสำคัญในการทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับโรคระบาดครั้งนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถคลี่คลายความปริวิตกทุกข์ร้อนของประชาชนได้ มิหนำซ้ำ ยังถูกข้อมูลที่ไหลทะลักท่วมท้นในการสื่อสารยุค ๕ G ซึ่งก็มีทั้งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง จับแพะชนแกะ ผูกโยงเชื่อมร้อยเรื่องราวนี่นั่นนู่น จนทำให้ผู้คนสับสน ไขว้เขว จิตตก ที่สำคัญและเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็ถึงขนาดบิ้วอารมณ์ให้สังคมเกิดความท้อแท้ สิ้นหวังไปเลย

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ ชวนสังเวชใจ ซ้ำเติมสถานการณ์ที่อ่อนไหวและเปราะบางอยู่แล้วให้สติแตกกระเจิดกระเจิงจนสับสนอลหม่าน ทำให้ประชาชนมึนงงจนยากที่จะแยกแยะว่า อะไรคือข่าวจริง? อะไรคือข่าวปลอม? อะไรคือข่าวที่เชื่อถือได้? และอะไรคือข่าวที่เชื่อถือไม่ได้? ท่ามกลางความลุ้นระทึกที่มีความเป็นความตายของตัวเองและคนที่เรารักเป็นเดิมพัน

ในสถานการณ์ล่อแหลมอย่างนี้ ถือเป็นหน้าที่และพันธกิจหลักของโครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของภาคีภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กร ทั้งสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ ผู้ผลิตคอนเทนต์ด้านโซเชียลมีเดีย ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนในนาม กลุ่มNgo ต่าง ๆ รวมทั้งนักวิชาการในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

พวกเราถึงแม้จะมีจำนวนเล็กน้อยเพียงหยิบมือเดียว แต่เรามีเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ความรู้และเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ ไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อของ Fake News หรือข่าวปลอม เราจึงได้จัดเวทีระดมสมองเปิดวงเสวนา Share มุมข่าว เล่าเบื้องลึก” จากคนทำสื่อ แบ่งปันประสบการณ์การทำงานจากบุคคลหลายแง่หลากมุมมอง วิเคราะห์เจาะลึกที่มาที่ไป เพื่อชี้เป้าเป็นบทเรียนสังคมว่า เส้นทางของข่าวโควิด-๑๙ และวัคซีนโควิดจากฝ่ายรัฐบาล เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด  หรือถูกบิดเบือนข่าวเพื่อผลทางการเมืองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ประการแรก เราเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการสื่อสารโดยเฉพาะในสภาวการณ์วิกฤติก็คือ ความเชื่อมั่นหรือความน่าเชื่อถือของต้นตอข่าว แหล่งข่าวหรือผู้ให้ข่าว ถ้าต้นตอข่าวเป็นที่น่าเชื่อถือ ได้รับความไว้วางใจสูง  ข่าวหรือข้อมูลที่ให้กับสาธารณะก็จะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก สังคมให้ค่า ให้เครดิต ให้การยอมรับสูง

ประการที่สอง ความไว้วางใจที่สาธารณะให้กับต้นตอข่าวนั้น ด้านหนึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวบุคคลที่เป็นผู้ให้ข่าวนั้นเองไม่ว่าจะด้วยภาพลักษณ์หรือตำแหน่งแห่งที่  อีกด้านหนึ่งก็เกิดจากระบบหรือกระบวนการบริหารจัดการข่าวที่เป็นบริบทแวดล้อมต้นตอข่าวนั้น ๆ ซึ่งต้องมีลักษณะเป็นระบบที่มีองค์ประกอบของความชัดเจน โปร่งใส ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นด้านหลัก และไม่หมกเม็ดปกปิดข้อมูล

ประการที่สาม จากปรากฏการณ์ข่าวโควิด-๑๙ และข่าวการบริหารจัดการวัคซีนโควิดจากรัฐบาล เราจะเห็นถึงความตั้งใจและจริงใจที่จะทำหน้าที่ของรัฐบาล แต่จุดที่เป็นข้อสังเกตก็คือ จังหวะก้าวที่ไม่เท่าทันกับสถานการณ์การแพร่ระบาดซึ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กระบวนการสื่อสารที่ส่งตรงถึงสังคมเกิดความล่าช้า ผลที่ตามมาก็คือ ข้อมูลที่ให้กับสาธารณะขาดความสมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน รอบด้าน พอสังคมได้ความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือเสี้ยวเดียวก็เกิดการตั้งข้อสงสัย กลายเป็นห่วงโซ่การสื่อสารที่กระทบกันเป็นทอดๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีอะไรเลยกับความเชื่อมั่น

ประการที่สี่  เราเห็นว่าประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในสภาวะวิกฤติก็คือ การประเมินอารมณ์ของสังคมให้สอดคล้องใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริง เพราะถึงแม้สิ่งที่สื่อสารออกไปอาจจะกระทำด้วยเจตนาที่หวังดีอย่างเช่นกรณีของ “เถียงนาโมเดล” แต่ถ้าสื่อสารออกมาในห้วงเวลาที่กระแสสังคมกำลังไขว้เขว สับสน ก็มีความโน้มเอียงที่ถูกแปลความหมายไปในเชิงอคติและนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันได้

ประการที่ห้า จากเสียงสะท้อนของนักข่าวภาคสนามชี้ว่า ในพื้นที่ของภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วนยังมีทัศนคติทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐบาลอันเป็นผลสืบเนื่องสะสมมาจากการต่อสู้ทางการเมืองในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้น ข่าวสารจากทางการจึงถูกด้อยค่าและบิดเบือนได้ง่าย

ประการที่หก ลักษณะการสื่อสารหรือสื่อข่าวของรัฐบาลนั้นไม่มีลูกติดตามในลักษณะ “ขยาย(ความ/ผล)ข่าว” หรือถ้ามีก็ตามสถานการณ์ไม่ค่อยทัน ทำให้ข่าวของรัฐบาลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจำกัด ในขณะที่กลุ่มซึ่งหวังผลทางการเมืองหรือไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลมีการสื่อสารในลักษณะ “ขยี้ข่าว” ซึ่งสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านจึงได้แนวร่วมในการเผยแพร่ข่าวต่อในลักษณะบอกกัน “ปากต่อปาก” แล้วก็กลายเป็นว่าข่าวลือแพร่สะพัดไปได้เร็วกว่าข่าวจริง

ประการที่เจ็ด เป็นบทสรุปเพื่อการต่อยอด เสริมเครื่องมือสลายพลังข่าวปลอมหรือ Fake News เราเห็นว่า สรรพสิ่งมีสองด้าน มีด้านลบก็ย่อมจะมีแง่มุมเชิงบวก จากวิกฤติที่เกิดขึ้นจะเห็นว่ามันไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของทุกฝ่าย ซึ่งต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาฝ่าฟันวิกฤติตรงนี้ออกไปให้ได้ ที่ผ่านมา ก็มีความร่วมมือจากภาคประชาสังคมในการนำเสนอทางออก ทั้งการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทำศูนย์พักคอย Community isolation นำร่อง โดยใช้โรงเรียน วัด หรือปอเนาะ หรือการป้องกันเชิงรุกโดยใช้ อสม.เป็นทัพหน้าตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่แตกต่างอะไรกับจาก “เถียงนาโมเดล”  ถ้ารัฐรู้จักหยิบใช้ ด้วยหลักการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ก็จะได้แนวร่วมเป็นปราการปกป้องชุมชน ป้องกันข่าวปลอมที่จะทำให้ประชาชนสับสน เพราะได้ดึงพลังชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาด้วยกันแล้ว ถ้ามีความจริงใจ โปร่งใส ชัดเจน ให้การมีส่วนร่วมเป็นบันไดขั้นแรกๆในการสลายความเหลื่อมล้ำ ฝ่าวิกฤติโรคระบาดและสร้างความสมานฉันท์อย่างแท้จริงไปพร้อมกัน นี่คือแง่มุมบวกในท่ามกลางมรสุมโควิด-๑๙ ที่รายล้อมพวกเราอยู่