โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย (ระยะที่ 1.)
(Fact-Checking Network in Thailand)
หลักการและเหตุผล
ข่าวปลอม (Fake News) เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ไปยังผู้รับสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว เข้าถึงได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อให้เกิดผลให้เกิดความสับสน ความวิตกกังวล และอาจเกิดความตื่นตระหนกในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงได้ทั้งสังคม สังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีบัญชีผู้ใช้ Facebook กว่า 51 ล้านบัญชี ใช้ Smart Phone ที่สามารถเข้าใช้งาน Social Media กว่า 80 ล้านเลขหมาย จากจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งานหมายเลขโทรศัพท์กว่า 110 ล้านเลขหมาย ข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์จึงมีอิทธิพลอย่างสูง สามารถแย่งชิงพื้นที่การนำเสนอเนื้อหาข่าวสารจากสื่อกระแสหลักที่มีกระบวนการคัดกรองข่าวสารและกลไกในระบบบรณาธิการไปอย่างสิ้นเชิง การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารในสังคมไทยจึงถูกตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น และมีผู้ที่ไม่เท่าทันตกเป็นเหยื่อ ถูกหลอกลวง เสียทรัพย์สินเงินทอง เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และเกิดความเชื่อผิดๆ นำไปสู่การแบ่งแยกทางความคิดทางอุดมการณ์จนนำไปสู่การสร้างความเกลียดชังของคนในสังคมได้
ความตื่นตัวของหลายประเทศในการแก้ปัญหาข่าวปลอมมุ่งไปที่การใช้มาตรการทางกฎหมาย ทั้งในด้านการกำหนดวิธีการ เงื่อนไข การเปิดเผยที่มาของแหล่งข่าว การกำหนดมาตราการลงโทษที่รุนแรง เฉียบขาด เยอรมนี และฝรั่งเศส เห็นความเสียหายของข่าวปลอมในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีก่อน กลุ่มขวาจัดในเยอรมนีที่รณรงค์ต่อต้านนโยบายรับผู้อพยพของนางอังเคล่า แมร์เคิล ด้วยข้อความอันเป็นเท็จจนส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีประเทศฝรั่งเศส นายเอ็มมานูเอล มาครง ก็ถูกข่าวปลอมผ่านสื่อสังคมออนไลน์โจมตีว่ารัสเซียพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งในฝรั่งเศส รวมทั้งกรณีการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2559 มีกรณีการใช้ข่าวปลอม ข่าวลวง จำนวนมากอย่างเช่นกรณีการปล่อยข่าวลวงทางเฟสบุ๊คว่า พระสันตปาปา ฟรานซิส ทรงสนับสนุนโดนันท์ ทรัมป์ และกรณีการสอบสวนการปล่อยข่าวปลอมจากรัฐเซียจนส่งผลให้นายโดนันท์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางความงุนงงสงสัยของคนทั่วโลก หรือแม้แต่การเลือกตั้งของประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินเดีย เมื่อช่วงเดือน เมษายน 2562 ก็มีปรากฎการณ์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่รุนแรงและเกิดข่าวปลอมเพื่อลดความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกันอย่างหนัก และอาจนำไปสู่ความแตกแยกทางสังคมที่รุนแรงเนื่องจากประเทศอินเดียมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ชั้นวรรณะ และมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง (โพสต์ทูเดย์ , 16 มีนาคม 2562)
การออกกฎหมายเพื่อป้องกันและอุดช่องโหว่ที่เกิดจากข่าวปลอม (Fake News) ในหลายประเทศจึงดำเนินการอย่างรวดเร็ว และถือเป็นมาตรการที่ริดรอนเสรีภาพของประชาชนโดยไม่อาจเลี่ยงได้ เยอรมนี และ ฝรั่งเศส เริ่มบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบน Social Media รวมถึงข้อความแสดงความเกลียดชัง (Hate Speed) สื่อลามกอนาจาร และ Content ที่สนับสนุนการก่อการร้าย ผ่านช่องทาง เช่น Facebook , Twitter , Whatapp จะถูกปรับเป็นเงินถึง 50 ล้านยูโร หากไม่สามารถขจัดเนื้อหาดังกล่าวออกไปจาก Platform ภายในเวลาที่กำหนด และลงโทษปรับผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวสูงถึง 5 ล้านยูโร ในประเทศบราซิล ได้ผ่านกฎหมายถึง 14 ฉบับ เพื่อป้องกันข่าวปลอม ข่าวลวงในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยกำหนดโทษผู้ปล่อยข่าวปลอม ข่าวลวง จะได้รับโทษจำคุก 3 ปี หากเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสุขภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเลือกตั้งที่มีผลกระทบต่อสาธารณชน (โพสต์ทูเดย์ , 14 กรกฎาคม 2561) ในภูมิภาคอาเซี่ยน มาเลเซีย ได้ผ่านกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดปล่อยข่าวปลอมโดยมีโทษจำคุกสูงสุด 6 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 แสนริงกิต (ไทยรัฐ , 27 มีนนาคม 2561) ประเทศสิงคโปร์ เพิ่งผ่านกฎหมายป้องกันปราบปรามข่าวปลอม เมื่อเดือน เมษายน 2562 โดยรัฐบาลสามารถเข้าตรวจสอบการนำเสนอข่าวสารที่อาจจะเป็นเท็จหรือข่าวปลอมได้ และกำหนดบทลงโทษปรับสูงสุด 1 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี (The Nation , 16 April 2019) แต่ทั้งนี้ การใช้มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการปล่อยข่าวปลอม ข่าวลวง ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก็มีเสียงทักท้วงจากประชาชนและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้อำนาจโดยไม่สามารถตรวจสอบได้
ในประเทศไทย กระแสข่าวปลอม ข่าวลวง (Fake News) ก็เกิดขึ้นและเผยแพร่อยู่บนพื้นที่ของสื่อสังคมออนไลน์จำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมักจะเกิดขึ้นกับการเผยแพร่ชักจูงใจในเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งในหลายกรณีได้ส่งผลเสียหายให้กับผู้ที่หลงเชื่อจนเป็นเหตุเสียชีวิตปีละหลายราย ในช่วงการเลือกตั้งเมื่อเดือน มีนาคม 2562 พรรคการเมืองที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างพรรคอนาคตใหม่ได้สร้างปรากฎการณ์ชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่งในสภาเกินกว่าที่โพลทุกสำนักคาดหมาย และมีกรณีการกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จผ่านสื่อมวลชนอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมาตรการทางกฎหมายในการลงโทษผู้นำข้อมูลอันเป็นเท็จเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จทางคอมพิวเตอร์จะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น บ้านสมเด็จโพลล์ ได้สำรวจข้อมูลประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครเมื่อช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือน มีนาคม 2562 พบว่า ประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 85.1 เคยเห็นข่าวปลอม โดยพบเห็นมากที่สุดจาก Facebook ร้อยละ 72.7 รับฟังข่าวปลอม ข่าวลวงจากที่มีผู้เล่าให้ฟัง ร้อยละ 10.1 และรับทราบข่าวปลอมผ่านทางแอพริเคชั่น ไลน์ ร้อยละ 8.8 และกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวถึงร้อยละ 65.8 ที่เคยตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่คิดว่าเป็นข่าวปลอม นอกจากนั้นประชาชนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 84.5 เห็นว่าปัญหาข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน และร้อยละ 85.0 อยากให้ภาครัฐมีมาตรการป้องกันและปราบปราม (M2F , 1 มีนาคม 2562) ประเด็นการแก้ปัญหาข่าวปลอมข่าวลวงในประเทศไทย จึงยังเป็นปัญหาที่หลายหน่วยงานกำลังร่วมกันหาทางออก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ได้เกิดความร่วมมือ 8 องค์กรภาคีเครือข่าย ทั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และองค์กรขับเคลื่อนทางสังคม ได้ผนึกร่วมมือกันแก้ปัญหาข่าวปลอม โดยลงนาม “ประกาศปฏิญญารวมพลังขับเคลื่อนข่าวลวงข่าวปลอม” (มติชน , 15 มิถุนายน 2562) และในเวทีการประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซี่ยน ครั้งที่ 14 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี 2561 ได้ร่วมกันลงนาม “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือเพื่อลดผลกระทบจากข่าวลวง” (Declaration on the Framework to Minimize the Harmful Effect of Fake News) โดยได้ร่วมกันรับรองกรอบความร่วมมือเพื่อรับผลกระทบจากข่าวลวง โดยจะร่วมมือกันในลักษณะต่างๆ ร่วมกันใน 7 ด้าน (ฐานเศรษฐกิจ 26-28 กรกฎาคม 2561) และกรอบความร่วมมือดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงการประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซี่ยน ครั้งที่ 15 ในประเทศไทย เมื่อเดือน มิถุนายน 2562
ทางเลือกหนึ่งของการแก้ปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอม (Fake News) โดยผู้ที่ทำหน้าที่ด้านวารสารศาสตร์และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่โดยตรงในกระบวนการหาข่าว ตรวจสอบข่าว Gate Keeper ก่อนนำเผยแพร่สู่สาธารณะก็คือการสร้างกลไกการตรวจสอบร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีความตระหนักในเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน ยึดหลักจริยธรรมวิชาชีพ และไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับกลไกการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าว สื่อมวลชนหลายประเทศในกลุ่ม EU ภายใต้กลุ่ม “นักข่าวไร้พรมแดน” (Reporters Without Borders : RSF) ได้ผนึกกำลังกับองค์การด้านกระจายเสียงและโทรทัศน์ชั้นนำในหลายแหล่งทั่วโลก รวมทั้งสำนักข่าว AFP สหภาพผู้กระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งยุโรป (ABU) และเครือข่ายบรรณาธิการโลก (GEN) ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการ “ความริเริ่มสื่อสารมวลชนที่น่าเชื่อถือ” (Journalism Trust Initiative : JTI) เพื่อต่อสู้กับข่าวปลอม (Fake News) โดยมีเป้าหมายเพื่อ “สร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในวงการสื่อ” โดยสำนักข่าวขนาดใหญ่จนถึง Blogger ที่ปฏิบัติงานอย่างมีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ ยึดหลักจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน จะได้รับการรับรองจาก JTI และได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจาก Search Engine ผู้ให้บริการโปรแกรมค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจากจะทำให้ Social Media Platform เหล่านั้นได้รับความน่าเชื่อถือและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น (ไทยรัฐ , 15 เมษายน 2561)
อีกส่วนหนึ่งที่ไม่อาจละเลยในการร่วมกันตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวลวง ก็คือ ผู้ให้บริการโปรแกรมค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจาก Social Media Platform เหล่านี้เป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญที่สุดในโลกสมัยใหม่ และเป็นแหล่งของการสร้างข่าวปลอม ข่าวลวง ได้มากที่สุดเช่นกัน เพราะเป้าหมายของผู้สร้างข่าวปลอม ข่าวลวง มุ่งให้เกิดผลโดยฉับพลันในทันทีที่ข่าวสารนั้นส่งถึงกลุ่มเป้าหมาย ก่อนที่กระบวนการติดตามตรวจสอบจะสามารถทำงานได้ กลไกการตรวจสอบของ Social Media Platform จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น ผู้ประกอบการที่เป็น Social Media Platform ใหญ่ระดับโลก อาทิ Facebook , Google , What App. , Line Corporation ได้ใช้ความพยายามในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวลวง โดยลงทุนเม็ดเงินและทรัพยากรบุคคล ตลอดจนถึงการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Robot , AI) ในการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวลวง และข่าวที่เป็นผลให้เกิดความเสียหายที่จำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง การก่อการร้าย ตลอดจนถึงการละเมินสิทธิเด็กและเยาวชน
การรวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมโดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกับภาควิชาการ และเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาการเสนอข่าวลวง ข่าวปลอม (Fake News) ได้อีกทางหนึ่งโดยไม่กระทบต่อเสรีภาพการรับรู้ข่าวสารประชาชน และเป็นช่องทางเสริมให้เกิดความตื่นตัว ตระหนักรู้เท่าทันการเลือกติดตามข่าวสารได้อย่างเท่าทัน การสร้างกลไกการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวลวง จึงไม่สามารถดำเนินการโดยลำพังโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และต้องไม่เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะไม่ได้รับความไว้วางใจในการใช้อำนาจทางกฎหมาย ต้องไม่เป็นสื่อมวลชนที่มีองค์กรสังกัดเป็นผู้ผลักดันโครงการเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตสื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงเป็นเหตุผลอันสำคัญและมีความจำเป็นของการผนึกเป็นเครือข่ายความร่วมมือกับภาควิชาการ และเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอมให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย
วัตถุประสงค์
- เพื่อจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมอันประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันดำเนินการตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย
- เพื่อออกแบบระบบ และสร้างกลไกการตรวจสอบข่าวปลอม โดยประสานความร่วมมือกับ Social Media Platform Model เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคม
- เพื่อจัดตั้งทีมงานติดตามตรวจสอบ (Monitoring) รับเรื่องร้องเรียน (Complaint) ในข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารร่วมกับกองบรรณาธิการร่วมสื่อมวลชน และนำผลการตรวจสอบข่าวปลอมต่อสาธารณะ
เป้าหมายของโครงการ
1. เปิดพื้นที่ระดมความเห็นผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบข่าวสารปลอม (Fake News) และออกแบบ Model การตรวจสอบข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพ
2. จัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย (Fact-Checking Network in Thailand)
3. จัดตั้งทีมงานดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารที่ไม่น่าเชื่อถือหรือเป็นที่คลางแคลงใจของผู้รับข้อมูลข่าวสารในสังคม
4. สรุปผลการดำเนินงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ จัดทำเป็นกรณีศึกษาทางด้านวิชาการ และเผยแพร่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เท่าทันข่าวปลอม ข่าวลวง
