โดย… โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย
ตั้งวงคุยถกเรื่อง “Fake news หรือข่าวปลอม” มาสี่ซ้าห้ายก ระดมสมองเขย่าความคิด ขยำรวมประสบการณ์ของคนทำงานสื่อ แชร์ไอเดียร่วมกันกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันการศึกษา
เพื่อจะตกผลึกตะกอนความคิดขมวดปมว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่า “Fake news หรือข่าวปลอม”นั้นคืออะไร? เกิดขึ้นและขยายตัวไปได้อย่างไร? Fake news ส่งผลกระทบรุนแรงร้ายกาจเพียงใด ทั้งในแง่ปัจเจกบุคคลและในแง่สังคมส่วนรวม ที่สำคัญที่สุด ก็คือ จะหยุดยั้งหรือป้องกัน Fake news ได้หรือไม่? ถ้าได้จะมีวิธีการอย่างไร?
พวกเรา-เครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย ซึ่งมีเข็มมุ่งในทิศทางที่จะรณรงค์เสริมสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนผู้บริโภคข่าวสาร รู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนมีทักษะการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลที่ไม่ถูกปั่นหัวด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือข้อมูลที่ถูกทำให้บกพร่อง ไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ จะด้วยเจตนาแฝงเร้นอะไรก็ตามแต่
ที่ผ่านมา เครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยหยิบยกกรณีศึกษาปรากฏการณ์ข่าวร้อนและข่าวใหญ่ ที่สังคมให้ความสนใจจับตามอง ล่าสุด เราร่วมกันค้นหานิยามและความหมายของ Fake news กับคนทำงานสื่อออนไลน์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเมนหรือถนนสายหลักของชีวิตยุคดิจิทัล ได้ข้อสรุปที่ทำให้เห็นภาพของ Fake news ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประเด็นแรกเลย ก่อนที่จะชี้ชัดลงไปว่าอะไรเป็น Fake news หรือไม่ ขอให้เราย้อนกลับไปทบทวนพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อมวลชนเสียก่อน นั่นก็คือ เราแยกแยะได้หรือไม่ว่า 1.News คืออะไร ? 2.Content คืออะไร? และ 3.Information คืออะไร?
ถ้าเราชัดเจนในกรอบความคิดของคำทั้งสามคำนี้ เราก็สามารถคัดกรอง Fake news ออกจาก Fact news ได้ นั่นก็หมายความว่าเราเข้าใจชัดว่า News หรือข่าว คือข้อเท็จจริง ซึ่งมีสองด้านทั้งบวกทั้งลบ มีลักษณะเที่ยงตรง เป็นกลางและครบถ้วนรอบด้าน ที่สำคัญ News หรือข่าวนั้น จะมีกระบวนการหรือขั้นตอนการกลั่นกรอง โดยบรรณาธิการหรือกองบรรณาธิการ คอยสกรีนเนื้อหาโดยพิจารณาถึงผลกระทบหรือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมเป็นส่วนรวม
ส่วน Content เป็นเนื้อหาที่ถูกปรุงแต่งขึ้น อาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ หรือจริงครึ่งหนึ่งไม่จริงครึ่งหนึ่งก็ได้อีกเช่นกัน การทำงานหรือกรรมวิธีการผลิตก็อาจจะเป็นคนเพียงคนเดียว ไม่ผ่านทีมงานช่วยกลั่นกรอง เพราะเน้นการปรุงแต่ง แสดงความคิดเห็น จึงมีความโน้มเอียงที่ชิ้นงานหรือข้อมูลจะลำเอียงตามรสนิยมและความชอบส่วนตัว เพราะเน้นความมัน ความหวือหวา ดราม่าและตามกระแส เพื่อเรียก Rating
สำหรับ Information ก็คือ ข้อมูลที่ถูกนำไปปรับใช้ใน News หรือ Content ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่า Information นั้นมีระดับของความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกันไปไม่ใช่ว่าจะเชื่อถือได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง ซึ่งประชาชนหรือผู้บริโภคข่าวสารต้องใช้วิจารณญาณในการเสพสิ่งเหล่านี้
ไล่เรียงพื้นฐานความเข้าใจการสื่อสารมวลชนจากที่กล่าวมา ก็จะเห็นได้ว่า การนำเอา News ,Content และ Information มาปะปนกันนั่นเอง ทำให้เกิดความสับสนในสิ่งที่เรียกว่า Fake news และส่วนที่ถูกมองว่า Fake มากที่สุดก็คือส่วนที่ถูกปรุงแต่งมากที่สุดนั่นเอง ซึ่งก็คือ Content ที่โดยเนื้องานแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องปรุงแต่ง แต่ถูกนำไปกล่าวอ้างถึงในลักษณะผิดที่ผิดทาง ผิดบริบท
เพราะฉะนั้น จากมุมมองนี้ หากมีการจำแนกแยกแยะเนื้องานตามแต่ละประเภทหรือชนิดของสิ่งที่เรียกว่า News ,Content และ Information ก็จะช่วยลดความสับสนในหมู่ประชาชนผู้บริโภคข่าวสาร ที่สำคัญก็คือ จะสามารถบริหารจัดการปัญหา Fake news ได้อย่างมีทิศทาง
ยังมีประเด็นที่น่าสนใจว่า การแพร่ระบาดหรือการขยายตัวของ Fake news ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกลุ่มLine ของผู้สูงอายุที่รับสารและนำไปเผยแพร่ต่อโดยขาดการกลั่นกรอง เพราะเชื่อถือและไว้วางใจซึ่งกันและกันในตัวบุคคลที่อยู่ในกลุ่ม Line นั้น ๆ
ประเด็นนี้ ได้รับการขยายความจาก ระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยอธิบายว่า มีตัวแปรหรือปัจจัยที่ทำให้คน ๆ หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งตีความหรือให้น้ำหนักต่อข้อมูลข่าวสารแตกต่างกันโดยมีทิศทางหลักสองกระแสนั่นคือ ทิศทางหรือพรมแดนของความจริงกระแสหนึ่ง กับทิศทางหรือพรมแดนของความเชื่ออีกกระแสหนึ่ง
ระหว่างกลางของความจริงและความเชื่อนี้ ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดนทั้งสอง มีปัจจัยหรือตัวแปรที่เป็นตัวเร่งเร้าดึงดูดหรือผลักดันผู้รับสารให้มีทัศนคติเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
ปัจจัยที่ว่าประกอบด้วย Chanel หรือ ช่องทางในการรับสาร Time ช่วงเวลาในการรับสาร Age วัยที่แตกต่างกัน Local ท้องถิ่นหรือส่วนรอบนอกศูนย์กลาง และก็ Tradition จารีตหรือความเคยชินของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีผลต่อสิ่งที่เรียกว่า Fake news ทั้งสิ้น
ที่น่าสนใจก็คือว่า Fake news ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของทุกประเทศทั่วโลก ประสบการณ์ของประเทศตะวันตกที่ก็เผชิญกับ Fake news เช่นเดียวกัน ได้มองข้ามช็อตไปถึงสิ่งที่เรียกว่า beyond fake news กันแล้ว นั่นก็คือ ปัญหาความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนนั่นเอง
ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) มองว่า สื่อหลักต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน เป็นโลโก้ของความถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นกลาง เป็น Fact cheeking ให้ผู้บริโภคข่าว ไม่กระโจนลงไปในสนามแข่งความด่วน ความเร็วของข่าวสารจนตกเป็นเครื่องมือของ Fake news เสียเอง
ในมุมมองของนักนิเทศศาสตร์ท่านนี้ Fake news ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ตรงกันข้ามกับ Fact news ซึ่งตรวจสอบได้จากเหตุผล หรือ หลักตรรกะ
อย่างไรก็ตาม ในประสบการณ์ที่เป็นจริงของสังคมไทย พบว่า ข่าวที่เป็นกระแสหรือดราม่า จะมี Engagment หรือปฏิกิริยาจากผู้บริโภคข่าวสารค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน ก็ยังคงมีการใช้ Rating เป็นดัชนีชี้วัดการสนับสนุนรายการหรือเนื้องานของสำนักข่าวต่าง ๆ จนกลายเป็นบรรทัดฐานที่ยากจะเปลี่ยนแปลง
ถึงตรงนี้ ทำให้คิดถึงวลีเด็ดจากนักการเมืองอาวุโสระดับบิ๊กเนมท่านหนึ่งที่เคยกล่าวไว้ว่า “นักการเมืองเป็นเช่นใด ประชาชนก็เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกนักการเมือง ในทางกลับกัน นักการเมืองเป็นเช่นใด ประชาชนก็เป็นเช่นนั้น เพราะนักการเมืองคือภาพสะท้อนของประชาชน”
ความเป็นจริงของสื่อมวลชนในสังคมไทยเรา อาจจะเป็นไปในทำนองเดียวกัน นั่นก็คือ สื่อสะท้อนถึงประชาชนหรือประชาชนต่างหากที่เป็นผู้กำหนดทิศทางของสื่อ แต่ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นเช่นใด สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ Fake news ไม่ใช่ปัญหาของสื่อแต่เพียงอย่างเดียว สังคมก็มีส่วนสร้างและจะต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหานี้ไปพร้อมๆ กันด้วย
