2 เดือน กับความพยายามไขคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แห่งบ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ที่พบเด็กเสียชีวิตบริเวณภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านพักประมาณ 5 กิโลเมตร ท่ามกลางการเกาะติดนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน นับตั้งแต่การหายตัว การตามหา จนกระทั่งพบศพ สู่กระบวนการชันสูตรถึงสาเหตุการตาย และเพื่อไขปริศนาใครทำให้ตาย

จากการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สู่การแตกประเด็น มุมมอง จากการหาข้อเท็จจริงภายใต้เหตุและผล หลักการทางวิทยาศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ ที่ควรจะเป็น สื่อบางสำนักกลับมีการเชื่อมโยงบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งทางไสยศาสตร์ ความเชื่อ และความลี้ลับ มาเป็นเครื่องมือไขคดี จนกลายเป็นการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนถูกตำหนิและตั้งข้อสังเกต ทำเกินเลยการทำหน้าที่สื่อมวลชนไปมาก จนถูกมองอาจเข้าข่ายการนำเสนอข่าว แทรกแซงข้อเท็จจริง กระทั่งตำรวจยังออกปากตำหนิ .. สื่อทำข่าวน้องชมพู่เสียรูปคดี !!
อย่างที่ในการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจสืบสวน-สอบสวนคดีนี้ ตามพยานหลักฐานที่ปรากฎข้อเท็จจริง ไม่มีลักษณะของการหว่านแห ตั้งธง-จับแพะ แต่ยอมรับว่า “ตำรวจทำงานยากขึ้น เพราะสื่อมวลชนที่พยายามนำเสนอทุกประเด็น ซึ่งตำรวจยังไม่มีข้อสรุป”

สอดคล้องกับ น.พ.ภาณุวัฒน์ ชุติวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และอาจารย์ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ที่ท้วงติงการทำหน้าที่ของสื่อ โดยเฉพาะความพยายามในการสอบถามข้อมูลจากพยานและสร้างแรงกดดันในทางคดี

ในขั้นตอนการสืบสวน สอบสวน แม้ตำรวจเชิญบุคคลสอบปากคำมากเกือบ 1,000 ปาก แต่ทุกคนเป็นเพียงพยานและผู้มีความน่าสงสัยเท่านั้น ส่วนผู้ต้องหาที่มีการจับกุม ก็เป็นคดีที่ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ละเมิดเด็กรายอื่น แต่ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่โยงว่าเกี่ยวข้องกับคดีน้องชมพู่ โดยผู้ต้องหาปฏิเสธ จึงเข้าข่ายเป็นการชี้นำให้สังคมตัดสินไปก่อนกระบวนการยุติธรรม รวมถึงปรากฎการณ์ที่เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งครอบครัวและเครือญาติพี่น้องไปออกรายการสัมภาษณ์ พาดพิงสงสัยกันไปมา ทำให้เครือญาติขัดแย้ง แตกแยก

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ระบุในเวทีเสวนา “ข่าวเลยเถิดละเมิดสิทธิ ปั่น ดราม่า มอมเมา สังคมไทยควรทำอย่างไร” ว่า การนำเสนอข่าวของสื่อต่อคดีน้องชมพู่ ที่มีการขยายประเด็นข้อมูลที่เกินความจำเป็น อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในตัวเด็กและครอบครัว ส่งผลต่อความยากลำบากในการทำงานของเจ้าหน้าที่
เช่นเดียวกับ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มองว่า ด้วยการแข่งขันเพื่อเรียกเรตติ้ง โดยเฉพาะรายการข่าว ทำให้เริ่มล้ำเส้นเรื่องสิทธิเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นการก้าวล่วงละเมิดสิทธิเด็ก และขาดการพิจารณาหลักสิทธิมนุษยชน สิ่งที่ กสทช. ต้องทำคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กำกับดูแลไม่ให้การนำเสนอข่าวเป็นการลำเส้น !!


คดีน้องชมพู่ ตำรวจยังไม่สรุปคดีได้ และหากไม่สามารถหาผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้ ก็มีแนวโน้มที่ตำรวจจะพักการสอบสวนตาม ป.วิอาญา แต่ปรากฎว่าตอนนี้มีผู้เกี่ยวข้องทั้งพ่อแม่ของเด็กเอง ทั้งเครือญาติสนิทอย่างลุงพล ได้ถูกสังคมตีตราไปแล้วหลายคน
