เสนอข่าวที่ไม่รอบด้าน กลายเป็นข่าวบิดเบือนความเชื่อทางศาสนา ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง

โดย…โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย

 

เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ทั้งในจังหวัดยะลาเอง และคนในภูมิภาคอื่นๆ ที่กำลังเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–๑๙  เนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔  ที่ผ่านมาสื่อกระแสหลักหลายสำนักข่าว ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ สื่อทีวี ได้นำเสนอข่าว ว่า “ พบผู้ติดเชื้อวัสโควิด-๑๙ เป็นคลัสเตอร์ใหม่ ๑๒๑ คน จากผู้ตรวจหาเชื้อ ๑๖๐

ในข่าวดังกล่าวระบุว่า นักเรียนเดินทางไปร่วมงานศพครู นายอันดุลเลาะ มะลี อุซตาซเลาะห์ บาโงยซิแน สถาบันปอเนาะตะห์ฟิซอุมมุลกีตาบ หมู่ที่ 1 ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา https://news.thaipbs.or.th/content/306188

https://www.youtube.com › watch / https://mgronline.com/south/detail/9640000070150

 

และในภาพประกอบข่าวนั้นเป็นภาพนักเรียนโรงเรียนที่ไปร่วมงานศพ กำลังยืนล้อมมุงดูศพที่ห่อด้วยผ้าสีขาว และมีคนสวมชุดPPE ร่วมอยู่ในภาพ และในข่าว ก็ยังมีข้อความพร้อมภาพประกาศของอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ที่ออก ณ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ขอให้ผู้ที่มาร่วมงานศพนายอันดุลเลาะ มะลี (อุสตาซเลาะห์ บาโงยซิแน) สถาบันปอเนาะตะฟิสอุมมุลกีตาบ ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือสถานที่บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

เมื่อข่าวนี้ปรากฏต่อสาธารณชน ก็มีการแชร์ข่าวส่งต่อกันไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่อข่าวและภาพข่าวในทางลบและสร้างความเสียหายให้กับนักเรียนที่ไปร่วมงาน  เช่น “ โรงพยาบาลใช้ถุงซีลล็อกใส่ศพ ถึง ๓ ชั้น แต่ญาติผู้เสียชีวิตแกะออกมาทำพิธีกันอีก ( อาบน้ำละหมาดศพ) จึงทำให้เชื้อโควิด – ๑๙ แพร่กระจาย

จึงนำไปสู่การบิดเบือนข่าวจากข้อเท็จจริง กลายเป็นกระแสของการหมิ่นแคลน ไม่พอใจพี่น้องชาวมุสลิมไปในวงกว้าง ว่าไม่เข้าใจสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์

ต่อมา ทางสำนักงานสาธารณสุข อ.ยะหา ได้ออกประกาศของสำนักงานสาธารณสุข ผ่านเฟสบุ๊ก ของหน่วยงาน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยความว่า “ ขอให้หยุดดราม่า การวิพากษ์วิจารณ์ ที่ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ เพราะในกรณีนี้เบื้องต้นผู้เสียชีวิตยังไม่ได้ระบุสาเหตุของการเสียชีวิต เป็นการนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน แพทย์ไม่ได้ทำการรักษาเพราะเสียชีวิตก่อน จึงให้ญาตินำศพกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ทางโรงพยาบาลได้เก็บสารคัดหลั่งไว้ตรวจด้วยละเอียดอีกครั้ง เพราะจากการตรวจครั้งแรกด้วยแผ่นตรวจ Rapid Test ผลออกมาเป็นลบ จึงไม่มีการยืนยันว่าป่วย และเสียชีวิตด้วยโรคโควิด – ๑๙  เมื่อศพถูกนำกลับไปจึงมีการปฏิบัติตามแนวทางศาสนา เมื่อมีการตรวจสารคัดหลั่งที่เก็บไว้ด้วยห้องแลป ( LAB ) มีการยืนยันผลชัดเจน ว่ามีผลเป็นบวก จึงรีบแจ้งไปยังญาติของผู้ตาย และส่งเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ทำการตรวจคัดกรองทันที

จากข้อมูลที่สืบค้นจากข่าวและช่วงเวลาของเหตุการณ์ทำให้เห็นว่าข่าวที่ถูกเผยแพร่ออกมาโดยสื่อหลัก เป็นข่าวที่ถูกเสนอด้านเดียวขาดการตรวจสอบข้อมูลโดยรอบด้าน เป็นการนำเสนอข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่ประกาศออกมาแล้วเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก จนสร้างความตื่นตระหนกหวาดกลัว และนำไปสู่ความเกลียดชังขัดแย้ง แม้ว่าหลังจากเป็นข่าวเผยแพร่ไปแล้วมีผลเสียหายต่อผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จนมีการตอบโต้ ชี้แจงข้อเท็จจริงจากสื่อท้องถิ่นและผู้นับถือศาสนาอิสลามผ่านสื่อออนไลน์ เฟสบุ๊ก แต่ก็ไม่ได้รับการนำเสนอในสื่อหลัก เพื่อลดความหวาดกลัว หรือขัดแย้งแต่อย่างใด ซึ่งจากปรากฎการข่าวดังกล่าว

 

 

นายมะรูฟ เจะบือราเฮง  ประธานเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจังหวัดชายแดนใต้ Deep South COFACT  ได้กล่าวถึง กรณีของ ผู้อำนวยการโรงเรียนปอเนาะเสียชีวิตว่า “ ซึ่งผลการ Swab รอบแรก ไม่ติดเชื้อโควิด ทางโรงพยาบาลได้ร่างผู้เสียชีวิตกลับมายังโรงเรียนตามปกติ หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจ LABตรวจเชื้อโควิด-19 อีกครั้งผลออกมาผู้เสียชีวิตติดเชื้อโควิด-19 ทำให้มีกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงนับร้อยคน แต่ข่าวที่นำเสนอในแง่ของการไม่ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโควิด-19 ไม่มีการห่อหุ้มร่างกายผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ทั้งนี้หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มเสี่ยงซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นเด็กได้มีการทำ Community Isolation  จัดการตัวเอง เป็นอย่างดี แต่เรื่องดีๆ แบบนี้ก็ไม่ได้ถูกนำเสนอออกมาจากสื่อ “

 

ด้าน นางสาวติชิลา พุทธสาระพันธ์ หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคใต้ ไทยพีบีเอส  ได้ชี้ให้เห็นปมปัญหาหลักของของข่าวนี้ว่า “ปัญหาหลักๆ ของข่าวที่เกิดขึ้น คือไม่มีการตรวจสอบข้อมูลโดยรอบด้าน จนกระทั่งลูกสาวของผู้เสียชีวิตออกเรียกร้องสิทธิว่าพ่อไม่ได้ติดโควิดเสียชีวิต ข่าวสถานการณ์โควิดจากพื้นที่ภาคใต้ ถูกส่งให้ส่วนกลางจะมีลักษณะเหมือนกันทุกสำนัก เพราะมาจากสตริงเกอร์คนเดียวกัน ถ้าเกิดผิดพลาด ความผิดก็จะเหมือนกัน อีกสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาด นอกจากตัวนักข่าวที่ไม่ได้เข้าพื้นที่แล้ว ข้อมูลจากภาครัฐเองมีความคลุมเครือ อย่างกรณีประเด็นผู้อำนวยการโรงเรียนปอเนาะ เสียชีวิต สื่อได้เสนอข่าวโดยการอ้างอิงจากประกาศของ สสจ. แต่ปรากฏว่าภาพดังกล่าวที่แชร์ ออกมาหลังประกาศ คนเสพข่าวเองก็นำมาผสมปนเป ทำให้สังคมเข้าใจไปแบบนั้น ภาครัฐต้องออกมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ต้องขับเคลื่อนกลไกนี้ “

ด้านนายมูฮำมัดอายุป ปาทาน เครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้  ได้ให้ทัศนะต่อข่าวนี้อย่างน่าสนใจ  “ข่าวจากนักข่าวในพื้นที่ กอง บก. ต้องช่วยตรวจสอบ และนักข่าวท้องถิ่นกับส่วนกลางต้องทำงานคู่ขนานไปด้วยกัน  ซึ่งบางครั้งผู้นำเสนอข่าวสารก็ขาดความเข้าใจประเพณีวัฒนธรรม อย่างการใช้คำ เช่น คำว่า “แกะศพ” แต่ข้อเท็จจริงเป็นการอาบน้ำศพ ซึ่งคำดังกล่าวทำให้การสื่อสารผิดพลาด โดยเฉพาะในโซเชียลที่ข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องความเร็วก็เป็นปัญหาถ้าขาดความรอบด้าน ซึ่งจากกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนปอเนาะ เสียชีวิต เมื่อเด็กๆ รู้ตัวว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ก็เกิดการจัดการภายในกันเอง เป็นสิ่งที่ดีเป็น มุมมองที่ดี มุมด้านบวกในท่ามกลางวิกฤต แม้อย่างกรณีหมอมุสลิมจากทุกโรงพยาบาลพยายามออกมาให้ความรู้ถึงวิธีปฏิบัติ หรือ หลักศาสนา แต่ไม่มีการหยิบยกถูกนำเสนอ สื่อส่วนกลางก็สำคัญถ้ามีความเข้าใจในเรื่องนี้ ก็จะอธิบายเรื่องเหล่านี้สู่สาธารณชนได้ “

ในส่วนของผลกระทบและนำไปสู่ความขัดแย้ง ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ บอกว่ามีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังในส่วนของการทำความเข้าใจ และก้าวสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง เกลียดชัง จนนำไปสู่จากข่าวที่บิดเบือน เพื่อหวังผลทางการเมือง หรือหวังผลต่อความมั่นคง  “ สื่อต้องเข้าใจในอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ศาสนา วิถีชีวิต ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ที่แตกต่างทีมีผลต่อจังหวัดชายแดนใต้  ซึ่งความเข้าใจของคนโดยทั่วไปที่มองต่อปัญหาภาคใต้ คือไม่เข้าใจลักษณะที่อัตลักษณ์พิเศษพื้นที่ของพี่น้องชาวมุสลิม  การทำความเข้าใจของคนในสังคมไทยต่อประเด็นปัญหาภาคใต้ มองว่ามีอยู่สองมิติ คือเรื่องของหลักศาสนา  อีกส่วนหนึ่งเรื่องของวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ประเพณี วิถีชีวิตเฉพาะ ซึ่งทำให้ยุ่งยากที่จะเข้าใจ สื่อเองไม่ว่าจะส่วนกลาง หรือ ท้องถิ่น ก็ต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ การนำเสนอต้องควบคู่ไปกับการทำให้เห็นภาพลักษณะพิเศษของพื้นที่ไปพร้อมๆ กัน เมื่อสังคมขาดการเรียนรู้ที่กล่าวมาการเกิดขึ้นของข่าวในลักษณะถึงถูกเผยแพร่ตีความกันไปตามรู้สึกมากกว่าจะหาเหตุผล หรือข้อเท็จจริงของข่าว “

ในมุมมองของวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ ผศ.ดร. บุปผา  บุญสมสุข  หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์ดิจิทัล วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  คำว่าเฟคนิวส์ กับจริยธรรม ซึ่งเฟคนิวส์เป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หรือ ข่าวปลอม ซึ่งไม่มีจริยธรรมในการเสนอข้อมูลข่าวสาร กรณีที่เป็นประเด็นภาคใต้ไม่ใช่เฟคนิวส์ เป็นข้อเท็จจริง แต่มีการนำเสนอที่ขาดมุมมองด้วยวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นเรื่องของจริยธรรมที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอ เพราะข่าวที่เสนออาจเป็นการเสนอที่ไปกระทบอารมณ์ความรู้สึกของคน โดยข้อเท็จจริงต้องนำเสนอภายใต้ความระมัดระวัง ต้องมีสติ พิจารณาไตร่ตรอง สื่อท้องถิ่นน่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในแง่ของการหยุดเฟคนิวส์ นำเสนอข้อเท็จจริงให้คนในสังคมได้รับรู้ ถือว่าเป็นบทบาทใหม่ของสื่อท้องถิ่น ต้องยกระดับสื่อท้องถิ่น คนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เพราะบุคคลที่มีความสำคัญช่วยตรวจจับเฟคนิวส์ ในแง่ความน่าเชื่อถือในการให้ข้อมูล รวมทั้งบุคคลเหล่านี้มีความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมของท้องถิ่น และสื่อส่วนกลางเองต้องยอมรับฟังข้อเท็จจริง นอกจากนี้ต้องให้ความรู้กับผู้รับสารมาตรวจจับด้วย ให้มีทักษะในการช่วยตรวจจับเฟคนิวส์ไปพร้อมๆ กับสื่อหลัก

โดยสรุป แล้วจากกรณีข่าวการเสียชีวิตนายอันดุลเลาะ มะลี (อุสตาซเลาะห์ บาโงยซิแน) สถาบันปอเนาะตะฟิสอุมมุลกีตาบ ได้ถูกนำเสนอข้อมูลข่าวเพียงด้านเดียวขาดการตรวจสอบข้อมูลโดยรอบด้าน ขาดการติดตามผลกระทบจากการเสนอข่าว แม้ว่าจะมีการชี้แจงจากหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่น หรือการจัดมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด ของนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็ไม่ได้มีการนำมาเสนอข่าว ทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ และไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามขาดการรับรู้ข้อเท็จจริง จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจและเกลียดชัง จนอาจมีผลต่อปัญหาความมั่นคงใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้