โดย… โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย
นับตั้งแต่ วันที่ 13 ม.ค. 63 ไทย พบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกจากนั้นเริ่มระบาดช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 63จากคลัสเตอร์สนามมวย ต่อมา โควิดรอบสอง ปลายปี 63 ต่อเนื่องถึงต้นปี64 จากแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบข้ามแดนจนเกิดคลัสเตอร์แพปลาตลาดกุ้งสมุทรสาคร และคลัสเตอร์บ่อนพนันภาคตะวันออก ขยายไปทั่วประเทศ มาถึงโควิดรอบ3 จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทั้งพ่อค้าแม่ขาย จากนั้นต้นเดือนเม.ย. 64 ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง ก.ค.64 ตัวเลขผู้ติดเชื้อขยับสูงเกินวันละ1หมื่นราย ผู้เสียชีวิตพุ่งเกิน100 รายในบางวัน จนทำมาสู่การล๊อกดาวน์ในรอบ2
โดยประเทศไทยได้จัดทำแผนการกระจายวัคซีนในประเทศเน้นการนำเข้าวัคซีนซิโนแวคและใช้วัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก ทางการสั่งซื้อวัคซีนในเดือนพ.ย.63 และในวันที่ 23 ก.พ.64 พล.อ.ประยุทธ์ โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่าสำหรับคนไทยจะได้ฉีดวัคซีนฟรีทุกคน ซึ่งเราได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และการบริหารจัดการทั้งหมดไว้ก่อนแล้ว
ต่อมา24 ก.พ.64 วัคซีนชุดแรกได้นำส่งมาถึงไทย เป็นซิโนแว็ก 2แสนโดส และ AstraZeneca1.17แสนโดส รวม 3.17 แสนโดส ซึ่งซิโนแว็กกระจายไปใน 13 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ซึ่งในระยะแรกวัคซีน AstraZeneca ที่ถูกวางไว้เป็นวัคซีนหลักของชาติ แต่ถูกสังคมตั้งคำถามถึงการจัดหาล่าช้า มีการผูกขาดบริษัทใดเป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งต่อมาการให้ข่าวของภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องวัคซีนดูสับสนในหลายประเด็น เช่น
ประเด็นแรก คือแผนการจัดหาAstraZeneca ที่ภาครัฐพยายามบอกว่าสามารถหามาได้ เดือนละ10ล้านโดส และรวมจำนวน 61 ล้านโดส ภายในปี 64นั้น ถูกพูดถึงกันมาก โดย 8 ก.พ. 64 นายอนุทิน ระบุว่า “เร็ว ๆ นี้ จะได้วัคซีนของบริษัทซิโนแวค จำนวน 2 ล้านโดส และเดือน มิ.ย. มีวัคซีนที่สั่งซื้อจากบริษัทแอสตราเซนเนกา 26 ล้านโดส และที่จองเพิ่ม 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส”..(อ้างอิง https://www.prachachat.net/ 9 ก.พ.)
ต่อมา 10 ก.พ. 64 นายอนุทิน ระบุว่า ” ถามว่าแทงม้าตัวเดียวหรือเปล่า จริงๆ แล้วเราแทงม้าเต็ง เพราะเราเห็นว่าม้าจากแอสตร้าเซนเนก้าวิ่งนำมาแล้ว กล้าสนับสนุนประเทศไทยก่อน ส่วนม้าตัวอื่นบอกว่า จะให้วัคซีนเราเร็วที่สุดในกันยายนยังบอกเงื่อนไขไม่ได้ บอกจำนวนไม่ได้ (อ้างอิง https://www.matichon.co.th)
จากนั้น 17 ก.พ. 64 ช่วงที่ นายอนุทิน อภิปรายตอนหนึ่งเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนนำเข้ามาฉีดให้คนไทย ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงในปัจจุบันว่า ““ไตรมาส 3 วัคซีน แอสตราเซเนกาที่ผลิตในประเทศไทย อยู่เต็มโรงพยาบาลแล้ว อยู่เต็มแขนของประชาชนพี่น้องคนไทยแล้ว (https://www.komchadluek.net/news/scoop/474640)
ถัดมา 23 ก.พ. 64 น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. เผยว่าวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” จะเข้าประเทศไทย 2 รอบ ได้แก่ รอบแรก 26 ล้านโดส เดือนมิ.ย.-ส.ค.64 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้เดือนมิ.ย.64 : จำนวน 6ล้านโดส ก.ค.64 จำนวน 10ล้านโดส.ส.ค.64 จำนวน 10ล้านโดส รอบสอง จำนวน 35 ล้านโดส แบ่งเป็น ก.ย. 10ล้าน โดส ,ต.ค. 10ล้าน โดส,พ.ย. 10ล้าน โดส, ธ.ค.5ล้านโดส (www.prachachat.net/general/news-618960)
แต่ในเอกสาร ลับของ AstraZeneca ที่สำนักข่าวอิศรานำมาเปิดเผย ระบุว่า 7 ก.ย. 63 ในเวลานั้น กระทรวงสาธารณสุขแสดงความต้องการวัคซีนเดือนละ 3 ล้านโดส (อ้างอิง https://www.isranews.org/article/) นั้นหมายถึงว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามให้ข้อมูลว่าจะได้ AstraZeneca เดือนละ 10 ล้านโดส ทั้งที่ความต้องการเดิมที่แจ้งไปคือ 3 ล้านโดส แต่มาขอเพิ่มเป็น 10 ล้านโดส ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตุว่า รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่า ไม่มีทางที่จะได้วัคซีนเดือนละ 10 ล้านโดส แต่ทำไมถึงบอกประชาชนตลอดว่าเราจะมีวัคซีนเพียงพอ
และเมื่อไปดูข้อมูลจากเอกสารดังกล่าวพบว่า 23 ก.พ. 64 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญากับบริษัท AstraZeneca ในการจัดหาวัคซีน AstraZeneca จาก 26 ล้านโดส เป็น 61 ล้านโดส (เพิ่มอีก 35 ล้านโดส)…(อ้างอิง https://www.isranews.org 17 ก.ค.64)
นั้นเท่ากับนายอนุทินพูดถึง AstraZeneca จำนวน 61 ล้านโดสตั้งแต่ 8 ก.พ.64 แต่ ครม.เพิ่งเห็นชอบให้เพิ่มจัดหาวัคซีนเป็น 61ล้านโดส เมื่อ 23 ก.พ. 64 และนายอนุทินเพิ่งแจ้งความต้องการวัคซีนจำนวน 10 ล้านโดส เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.64 และไม่มีองค์กรใดออกมาชี้แจงการส่งมอบวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ คลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ภาครัฐเคยระบุ (https://www.thairath.co.th/news/local/2143942)
ต่อมา 15 ก.ค.64 นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช. สาธารณสุขสัมภาษณ์รายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ว่า จริงๆ มีข้อคลาดเคลื่อนเรื่องของตัวเลขแอสตร้าเซนเนก้า ในปี 64 จากเดิมกำหนดส่งวัคซีนให้เราจำนวน 61 ล้านโดส ภายในเดือน ธ.ค.64 แต่มีการขอขยายเวลาออกไป ซึ่งจำวันที่และเดือนไม่ชัดเจน แต่คาดว่าเป็นเดือน พ.ค.65…(อ้างอิง https://www.matichon.co.th/covid19/thai-covid19/news_2830381)
ขณะเดียวกัน 18 ก.ค.64 ฝ่ายปฎิบัติอย่างนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แจงปมเอกสารสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าฯ 3 ล้านโดสว่า เป็นข้อมูลวงประชุมไม่เป็นทางการ ยัน กรมควบคุมโรค ไม่เคยบอกว่าจะฉีดได้ 3 ล้านโดส พึ่งมารู้ในวันที่25 มิ.ย.ว่า วัคซีนแอสตร้าฯที่ผลิตในไทยจะมีการส่งให้ต่างประเทศ ระบุว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้มาก่อน (https://www.springnews.co.th/news/812566)
ประเด็นที่ 2″วัคซีนมีเพียงพอ” เมื่อ 24 ก.พ.64 วันที่วัคซีนชุดแรกมาถึงประเทศไทย พล.อ.ประยุทธให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติมอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้คนทั้งประเทศได้ (อ้างอิง https://www.bbc.com/thai )ต่อมา 14 มิ.ย.64 ระหว่างการประชุมวุฒิสภา พล.อ.ประยุทธชี้แจงตอนหนึ่งถึงแผนการกระจายวัคซีน ยืนยันว่ามีวัคซีนเพียงพอ กรุณาฟังรัฐบาล บอกทุกอย่างมีการเมืองแทรก (https://www.thaipost.net/main/detail/106343)
ขณะที่ 20 พ.ค. นายอนุทิน ตอบนักข่าวในประเด็นที่มีกระแสข่าวว่าวัคซีนในบางหน่วยมีไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ว่าเป็นเพียงกระแสข่าว เพราะวัคซีนมีเพียงพอ ขอว่าอย่าไปสนใจดรามา เพราะดราม่า คือเรื่องไม่จริง” (อ้างอิง https://www.pptvhd36.com) จากนั้น 5มิ.ย.64 นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีการเลื่อนฉีดวัคซีน และไม่เคยคิดที่จะเลื่อน วันนี้ทุกอย่างเป็นไปตามสัญญา ว่าแอสตราเซนเนกาจะผลิตวัคซีนและส่งมอบให้กับประเทศไทยตามสัญญา คือเดือนมิถุนายน จากนี้จะกระจายไปทุกจังหวัดตามแผน (https://www.tnnthailand.com/news/covid19/81744/)
จากนั้น 11 มิ.ย.64 นายอนุทิน เผยว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในส่วนที่เหลือของเดือนมิถุนายน อีก 4.2 ล้านโดส มีกำหนดนัดส่งมอบภายในสัปดาห์หน้านี้ทั้งนี้ วัคซีนจะทยอยส่งเข้ามาต่อเนื่อง ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่เพียงพอ โดยยืนยันว่าไม่มีวัคซีนการเมืองแน่นอน…(https://mgronline.com)
นั้นคือชุดข้อมูลที่ภาครัฐบอกต่อประชาชน แต่ความจริง เมื่อเชื้อกลายพันธุ์ คนติดมากขึ้น เสียชีวิตเพิ่ม จำนวนคนต้องการฉีดกับวัคซีนเริ่มไม่สัมพันธุ์กัน โดยช่วงเดือนมิ.ย.64 ที่มีการปูพรมฉีดวัคซีนให้แก่ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว 7 โรค ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” รวมถึงประชาชนทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด แต่เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 เริ่มเกิดเหตุวัคซีนไม่มี-วัคซีนไม่พอในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลยังไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีน..(อ้างอิง https://www.bbc.com/thai 14 ก.พ.64)
ต่อมาปรากฎการณ์ที่ย้ำหัวหมุดว่า”วัคซีนขาด”คือ 11 มิ.ย. 64 สำนักงานประกันสังคม ประกาศปิดปรับปรุง 45 ศูนย์ฉีดวัคซีนแก่ผู้ประกันตน ม.33และจะเปิดให้บริการอีกครั้ง ในวันที่ 28 ม.ย.64 แต่เมื่อเกิดกระแสไม่เห็นด้วยจำนวนมาก 12 มิ.ย.64 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ก็ออกมาประกาศใหม่ว่าศูนย์ฉีดวัคซีนโควิดสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 จะกลับมาเปิดให้บริการ 14 มิ.ย. นี้
ในที่สุด 15 มิ.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ โพสต์ผ่าน เพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ” สิ่งที่ประชาชนอาจได้รับฟังจากข่าวหรือการประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีนจากโรงพยาบาล อาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ และเข้าใจว่าภาครัฐไม่ได้จัดสรรวัคซีนอย่างเพียงพอ หรือภาครัฐไม่ได้มีการประสานงานกันอย่างดีพอ…ผมต้องขออภัยพี่น้องประชาชน ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และขอเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ในระยะแรกที่วัคซีนยังมีจำกัด ทำให้กระทบต่อการจัดการ แต่จากการวางแผนของรัฐบาลในการจัดหาวัคซีนล่วงหน้า ทำให้มั่นใจว่าจะได้รับวัคซีนเข้ามาอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ”…(อ้างอิง https://news.thaipbs.or.th/content/305231)
ต่อมา 12 ก.ค.64 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะ ผ.อ.ศปก.ศบค. กล่าวถึงกระแสข่าวการเลื่อนฉีดวัคซีนในพื้นที่กทม. ว่า ขณะนี้การฉีดวัคซีนอยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่ได้เลื่อนฉีด (https://www.khaosod.co.th )
หลังนายกประกาศขอโทษประชาชนไม่กี่วัน 17 ก.ค. 64 ยังพบว่ามีหลาย รพ. ที่ประกาศ ‘เลื่อนฉีดวัคซีน’ในผู้ที่ลงทะเบียนในระบบ ‘หมอพร้อม’ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เช่นรพ.ชลบุรี, รพ.เปาโลพระประแดง, รพ.สำโรงการแพทย์, รพ.เปาโลสมุทรปราการ, รพ.ชะอำ, รพ.พระสมุทรเจดีย์สวาทยานนท์, รพ.สินแพทย์ เทพารักษ์ รพ.มหาราชนครราชสีมา (อ้างอิง https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/949566)
ประเด็นที่ 3 การ ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบ Walk-in โดย 13 พ.ค. 64 นายอนุทิน สัมภาษณ์ รายการไทยรัฐนิวส์โชว์ เผยความพร้อมการจัดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบ Walk-in เพื่อประชาชนทั่วไป คาดเริ่ม 1 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป (https://www.thairath.co.th/news/local/2091796) ต่อมา 18 พ.ค. 64 ในการชุมครม. นายกฯสั่งเบรกฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบ Walk-in ไม่อยากให้ใช้รูปแบบดังกล่าว เพราะหากประชาชนแห่กันไปในจุดเดียว จะทำให้เกิดความชุลมุนและเกิดความวุ่นวายได้ (https://mgronline.com/politics/detail/9640000047914)
จากนั้น 20 พ.ค. นายกฯ ปรับการฉีดวัคซีน Walk in เป็นการลงทะเบียน On-site Registration นัดหมายล่วงหน้า (https://www.js100.com/en/site/news/view/103098) หลังจากนั้นจึงโดนวิพากษ์ว่าเมื่อกางวิธีปฏิบัติดูแล้ว เนื้อในไม่มีอะไร ต่างกัน รูปแบบและ วิธีการเหมือนกัน แต่ขอแค่เปลี่ยนชื่อ จาก “Walk in” เป็น “On site”..(https://mgronline.com/politics/detail/9640000049566)
ประเด็น ที่4 คือ รัฐบาลวางโรดแมปฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 50 ล้านคน โดย 16 มิ.ย.64 พล.อ.ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจตั้งเป้า เปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วัน และยืนยันการจัดหาวัคซีนมีการลงนามในสัญญาจองหรือสัญญาซื้อไปแล้ว 105.5 ล้านโดส ฉีดประชาชนได้โดยเฉลี่ย ประมาณเดือนละกว่า 10 ล้านโดส หากวัคซีนส่งมาเพียงพอในแต่ละเดือน และประมาณต้นเดือนตุลาคม จะมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีน อย่างน้อยเข็มแรกแล้ว จำนวน 50 ล้านคน” …(อ้างอิง https://www.thairath.co.th/news/politic/2117535)
ต่อมา 18 มิ.ย.64 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจน การกำหนด 120 วันการเปิดประเทศ เป็นหลักการ ไม่ใช่เรื่องกดปุ่ม ไม่ใช่เรื่องการเคาท์ดาวน์ แต่เป็นการเริ่มทยอยเปิดโดยทุกจังหวัดทั่วประเทศต้องไปเตรียมความพร้อม บูรณาการในส่วนของตัวเอง เป็นแผนการดำเนินการในภาพใหญ่..(https://www.khaosod.co.th/politics/news_6460576)
จากนั้น 22 มิ.ย.64 ระหว่างการประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ ได้สอบถามนายอนุทินว่าปัจจุบันสามารถฉีดวัคซีนได้กี่คนต่อวัน โดยนายอนุทิน รายงานว่าขณะนี้สามารถฉีดได้สูงสุด 4 แสนโดสต่อวัน นายกฯ จึงขอให้มีการเพิ่มจำนวนการฉีดให้ได้ 5 แสนโดสต่อวัน โดยนายอนุทินได้รับทราบ..(https://www.thaipost.net/main/detail/107285)
ทั้งนี้มีการคำณวณแล้วว่าต้องฉีดให้ได้อย่างต่่ำวันละ 4แสนโดส แตความจริง อัตราการฉีดวัคซีนในช่วงแรก อยู่ในระดับ2-3แสนโดสขึ้นแต่ก็ลดลงต่อเนื่อง อันเป็นเหตุมาจากวัคซีนไม่ได้รับการจัดสรรที่เพียงพอ
ประเด็นที่ 5 จากกรณี เอกสารการประชุมหลุด ค้านฉีดไฟเซอร์เข็ม 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า หวั่นถูกโยง ซิโนแวคไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งนายอนุทินและ อธิบดีกรมควบคุมโรค พูดไม่ตรงกัน โดย 5ก.ค.64
นายอนุทิน ว่าเป็นเอกสารภายในจากการประชุมของคณะกรรมการวิชาการไม่ควรที่จะวิพากษวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องของทางวิชาการ ตราบใดที่ยังไม่มาเป็นขั้นตอนการปฏิบัติก็ถือว่าไม่มีผลอะไร
ขณะวันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคให้สัมภาษณ์ว่า เอกสารดังกล่าวไม่ได้เป็นเอกสารบันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการ เป็นการสรุปประเด็นโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเลขานุการของที่ประชุม ผมไม่ได้เรียกว่าเอกสารที่ไม่จริงนะครับ เพราะว่าคนที่เขียนสรุปไม่ได้เป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการการประชุมนั้น ๆ แล้วก็ถ้าจะสังเกตดูในเอกสารก็จะเหมือนกับ เขียนอ่านเอาเอง อ่านเอาเรื่อง อะไรประมาณนั้นนะครับ มันไม่เหมือนแพทเทิร์น (แบบแผน) ของคณะฝ่ายเลขาที่เขาจะสรุป”…(https://www.bbc.com/thai/thailand-57717714)
ประเด็นที่ 6 สูตรฉีดวัคซีนแบบสลับ หรือแบบไขว้ชนิด โดย 23 มื.ย.64 นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการวิชาการวัคซีน และตนพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ต่อมา12 ก.ค.64 นายอนุทิน แถลงผ่านเฟซบุ๊ค ไลฟ์ เรื่องการปรับแผนการฉีดวัคซีน เป็นการฉีดวัคซีนแบบ “ไขว้ชนิด” ซึ่ง คณะกรรมการโรคติกต่อฯ เห็นชอบ ให้มีการฉีดวัคซีนสลับชนิด โดยเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค และเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า (https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/948457)
ต่อมา 13 ก.ค.64 หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การอนามัยโลก เตือนนโยบายการฉีดวัคซีนแบบผสมผสาน หรือการฉีดไขว้เป็นแนวโน้ม หรือเทรนด์ ที่อันตราย เนื่องจากยังมีข้อมูลการวิจัยว่าด้วยการฉีดวัคซีนในลักษณะเช่นนี้น้อยมาก จนไม่อาจทราบได้ว่า จะเกิดผลข้างเคียงแก่ผู้รับการฉีดอย่างไร (https://siamrath.co.th/n/261413) วันเดียวกัน 13 ก.ค. 64 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่าพล.อ.ประยุทธ์ สั่งศึกษา ข้อมูล WHO ให้ถี่ถ้วน ก่อนเคาะฉีดไขว้วัคซีน 2 ยี่ห้อ (https://www.matichon.co.th/politics/news_2827705)
จากนั้น 14 ก.ค.64 โฆษกแจง นายกฯ ไม่ได้สั่งเบรกสลับสูตรวัคซีน ย้ำเร่งฉีดวัคซีนให้มากที่สุด และเร็วที่สุด เพื่อรับมือสายพันธุ์เดลตา และมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่สำคัญคือ WHOให้ข้อสังเกตไว้ว่า ประชาชนไม่ควรตัดสินใจเองในเรื่องนี้ แต่ควรเป็นการตัดสินใจของหน่วยงานของรัฐด้านสาธารณสุข บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ (https://www.thaich8.com/news_detail/98907)
วันเดียวกัน 14 ก.ค.64 หมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เตือน ฉีดวัคซีนเข็มแรกซิโนแวค เข็มสองแอสตร้าเซนเนก้า ไม่เป็นไปตามหลักการไขว้วัคซีน เกรงจะกลายเป็นผลร้ายมากขึ้น (https://workpointtoday.com/vc-sinovac-astrazeneca)
16 ก.ค. 64 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย เผย ฉีดไขว้วัคซีนทำคนสับสน แนะ รัฐบาลงัดข้อมูลหมอแจงตรงไปตรงมา (https://www.innnews.co.th/news/economy/news_145820/)
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐทำสงครามกับโควิด-19 การสื่อสารในภาวะวิกฤติ มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนรัฐจะละเลย และไม่สามารถบริหารจัดการข่าวสารได้ดีพอ เหมือนกับดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ออกมาระบุ เมื่อ 10 ก.ค. 64 ว่า “หลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐบาลสื่อสารออกมา ไม่มีความชัดเจน…การสื่อสารที่ออกมาจากหลายฝ่ายแล้วไม่ตรงกัน นอกเหนือจากจะทำให้ประชาชนสับสนแล้ว ยังทำให้ประชาชนรู้ด้วยว่า มีความขัดแย้ง และทำให้ประชาชนจับได้ว่าคุณทำงานแบบไม่มีเอกภาพ ไม่มีการบูรณาการ มีความขัดแย้งกันอยู่..(อ้างอิง https://www.topnews.co.th/news/37509)
และจากข้อมูลข่าวสารภาครัฐที่สับสน ผิดพลาด กลับไปกลับมา ไม่ชัดเจน คลุมเครือ เหล่านี้ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ไม่ศรัทธา ต่อผู้นำและรัฐบาล ในที่สุด!
