โดย… โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย
เหตุเพลิงไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 ย่านบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอย่างมาก ไม่เพียงแต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปที่รับรู้ข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างก็หวาดผวากับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้น
มีประเด็นมากมายที่ถูกตั้งเป็นคำถาม ทั้งเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงในสถานการณ์ภัยพิบัติ การบริหารจัดการผังเมือง ปัญหามลพิษทางอากาศและสุขภาพของประชากร รวมถึงเรื่องที่อ่อนไหวที่สุด นั่นก็คือ การบริหารจัดการการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ
เห็นได้ชัดว่าในทุกครั้งที่เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมระดับใหญ่ๆ ที่กระทบกับผู้คนในวงกว้างหรือเป็นที่สนใจจับตามองของสังคม การเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือการบิดเบือนข่าวสารที่เรียกกันว่า “Fake News” จะต้องเกิดขึ้นเสมอ จนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกลมกลืนลื่นไหลไปกับกระแสข่าวสารอันหลากหลาย ทำให้ประชาชนทั่วไปที่รับข่าวสารทางปลายน้ำ ยากที่จะแยกแยะได้ว่าข้อมูลอันไหนจริง ข้อมูลอันไหนเท็จ
ผลกระทบโดยตรงของเรื่องนี้ก็คือ แทนที่ข้อมูลข่าวสารจะเป็นเครื่องมือหรือกลไกที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้เกิดความกระจ่าง ชัดแจ้ง เติมเต็มข้อมูลที่บกพร่องให้สมบูรณ์ครบถ้วน เพื่อลดความตื่นตระหนกตกใจของประชาชน การณ์ก็กลับเป็นตรงกันข้าม นั่นคือ กลายเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้สับสนวุ่นวายโดยใช่เหตุ ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เป็นต้นตอของการกระพือความเข้าใจผิดๆ ยกระดับของสถานการณ์ให้ร้ายแรงเลวร้ายเกินกว่าความเป็นจริง
โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กร ทั้งสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ ผู้ผลิตคอนเทนต์ด้านโซเชียลมีเดีย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนภาคประชาชนในนาม กลุ่ม Ngo ต่าง ๆ ผนึกกำลังกับนักวิชาการในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถอดบทเรียนเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ฯเพื่อใช้เป็นเข็มทิศชี้นำทางหรือเป็นเครื่องมือกลั่นกรองแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อความเท็จ อันเป็นการสร้างภูมิต้านทาน เสริมทักษะผู้บริโภคข่าวสารยุคดิจิทัลให้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของ Fake News
ประเด็นที่เครือข่ายเราสนใจก็คือ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด Fake News เพื่อตอบคำถามนี้เราจะใช้กรอบความคิดในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า ความผิดปกติของข้อมูลข่าวสาร (Information Disorder) ซึ่งจะมีวงกลมสองวงทับซ้อนกันอยู่ นั่นคือ วงที่หนึ่งเรียกว่า ข้อมูลผิดพลาด ( misinformation ) ประกอบไปด้วย การมีข้อมูลผิด การเชื่อมโยงข้อมูลผิด การใช้เนื้อหาหรือการพาดหัวข่าว ทำให้เข้าใจผิด
วงที่สองเรียกว่า แฝงเจตนาร้าย (malinformation) มีลักษณะบ่งชี้ถึงการแฝงเจตนาร้าย การสร้างแรงกดดันเชิงคุกคาม มีความมุ่งหมายสร้างความเกลียดชัง สร้างความสับสน Information Operation
ในสภาพความเป็นจริงของวงจรข่าวสาร วงกลมทั้งสองนี้จะทับซ้อนกันอยู่ ส่วนที่ทับซ้อนกันเป็นข้อมูลที่มีลักษณะของการบิดเบือน ข่าวลวง ข่าวเท็จ แอบอ้าง ดัดแปลง แต่งขึ้นเอง (disinformation) อันเป็นลักษณะของ Fake News นั่นเอง
จากกรอบความคิด “ความผิดปกติของข้อมูลข่าวสาร (Information Disorder)” ที่เราใช้ส่องมองสถานการณ์ กล่าวโดยสรุปก็คือ ระดับความเข้มข้นหรือความร้ายแรงของ Fake News นั่นเอง เริ่มจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะมีข้อมูลผิดและใช้ข้อมูลผิด ก็นำไปสู่การบิดเบือนข่าวสาร กลายเป็นข่าวลวงข่าวเท็จ จนถึงระดับที่เข้มข้นที่สุดนั่นคือ การใช้ข้อมูลเท็จอย่างแฝงเจตนาร้ายเพื่อเป้าประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง
กรณีเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล จำกัด ฐาปนีย์ เอียดศรีไชย แห่ง The Reporters นักข่าวผู้คร่ำหวอดในภาคสนาม ตั้งข้อสังเกตในวงประชุมของเราว่า การรับรู้ข่าวของประชาชนทั่วไป หลายๆครั้งมักจะมองข้ามรายงานชั้นต้นจากนักข่าวภาคสนาม ซึ่งสัมผัสกับข้อเท็จจริงหน้างานโดยตรง แต่เลือกที่จะรับหรือเชื่อข้อมูลที่แชร์มาจากสื่อโซเชียล ที่บางครั้งก็เลือกหยิบแง่มุมบางมุมมาขยายผลเกินความเป็นจริง
ฐาปนีย์ บอกว่า ในฐานะนักข่าวที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม แม้จะรู้ข้อมูลบางอย่างแต่ถ้าข้อมูลนั้นยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น กรณีสารเคมีที่ยังฝังอยู่ใต้ดินยังมีอีกจำนวนเท่าไหร่ ฐาปนีย์ก็จะไม่ใช้การคาดคะเนมาเป็นการรายงานข่าวให้ประชาชนตื่นตกใจ
เรื่องนี้สอดคล้องกับท่าทีการทำงานของสุชาติ มั่นรักคง บรรณาธิการข่าวเนชั่นออนไลน์ ซึ่งเล่าให้ฟังว่า ในสถานการณ์ข่าวใหญ่หรือสถานการณ์วิกฤติใด ๆ ก็ตาม ทีมกองบรรณาธิการจะมีส่วนสำคัญในการเสริมการทำงานของนักข่าวภาคสนาม เพราะกองบก.จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข่าวสาร ต่อจิ๊กซอว์ข่าวทำให้ภาพรวมของการทำงานข่าวมีความสมบูรณ์ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด
สิ่งที่สุชาติและฐาปนีย์ชี้ตรงกันก็คือ ในสถานการณ์วิกฤตินั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องและมีความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาจะต้องให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้กับนักข่าวหรือประชาชน ไม่เช่นนั้นสื่อหรือประชาชนก็จะไปแสวงหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะได้ข้อมูลที่ผิดๆ มา ทำให้การทำงานแก้ไขปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็น
หากนำกรอบความคิด “ความผิดปกติของข้อมูลข่าวสาร (Information Disorder)” มาจับ เหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอลฯในครั้งนี้ มองผ่านเสียงสะท้อนจากสื่อมวลชน จะเห็นได้ว่า การได้มาซึ่ง ข้อมูลผิดพลาด ( misinformation ) ในเบื้องต้น มีความโน้มเอียงที่จะนำไปสู่ Fake News และในท่ามกลางสถานการณ์ที่สับสน ยุ่งเหยิงและยืดเยื้อนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นช่องว่างและเปิดทางให้ “กลุ่มข้อมูลข่าวสารที่แฝงเจตนาร้าย (malinformation)” เบียดแทรกเข้ามาร่วมผสมโรง
เพราะฉะนั้น การบริหารการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ แม้จะไม่สามารถหยุดยั้ง Fake News ได้ทั้งหมด แต่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นทางการ จะเพิ่ม “น้ำหนัก” ความน่าเชื่อถือ ช่วยลดความน่าสนใจของ Fake News ได้อย่างมีนัยะสำคัญ
ท้ายที่สุด เรา-โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย คาดหวังว่าบทเรียนจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอลฯในครั้งนี้ จะไม่กลายเป็นไฟไหม้ฟาง และทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เงียบหายไปราวกับคลื่นกระทบฝั่ง เพื่อรอให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นเช่นนี้อีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
