โดย…โครงการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทย
จะเป็นกระจกสะท้อนปัญหาหรือจะเป็นตะเกียงส่องนำทาง เป็นประเด็นคลาสสิคที่คนในแวดวงสื่อถูกตั้งคำถามบ่อยๆ ในทุกครั้งที่มีวิกฤตการณ์หรือข้อขัดแย้งแบ่งขั้วเลือกข้างสองฝักสองฝ่ายเกิดขึ้น
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง หากยึดถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก็จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายที่พัวพันอยู่ในความขัดแย้งเหล่านั้นก็ล้วนแต่มีทิศทางการทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นเป้าหมาย
คำถามก็คือ แล้วทำไมจึงยกการ์ดสูงเข้าใส่กัน?
แน่นอนว่าคำตอบคงจะมีหลากหลาย แล้วแต่มุมมองและจุดยืนของผู้ตอบ ในส่วนของโครงการเครือข่ายตรวจสอบข่าวปลอมในประเทศไทยซึ่งปวารณาตัวเองว่าจะทำหน้าที่จุดกระแสรณรงค์สร้างเสริมองค์ความรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อและมีทักษะการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการ Fake News ข่าวปลอม ข่าวปล่อย ข่าวลือ ข่าวลวง และข้อมูลเท็จทั้งหลายแหล่
เล็งเห็นถึงความหลากหลายในสังคมพหุนิยมสมัยใหม่ ซึ่งผู้คนย่อมจะมีความคิดเห็นและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันได้ ในการอยู่ร่วมกันโดยไม่ไปละเมิดล่วงล้ำก้ำเกินสิทธิของกันและกัน เมื่อมีปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น อันกระทบกับผลประโยชน์และวิถีชีวิตของส่วนรวมก็ย่อมจะอยากเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหานั้นๆ ร่วมกัน
ดังเช่นที่เครือข่ายเราได้เปิดวงเสวนา “แชร์มุมข่าว เล่าเบื้องลึก” หยิบยกประเด็นร้อนในช่วงเวลาต่าง ๆ มาถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา ล่าสุด เราเจาะลึกกรณีศึกษาปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ เพื่อหาคำตอบว่าเรามีการสื่อสารเชิงรุกก่อนที่ปัญหาเรื่องนี้จะเกิดหรือไม่? และได้มีการทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาอันเป็นที่มาพื้นฐานของยอดภูเขาน้ำแข็งแห่งหมอกควันภาคเหนืออย่างไรบ้าง?
เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ในระยะ ๑๐ ปีหลังมานี้ ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นปัญหามลพิษอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ต้นเรื่องก็คือในทุก ๆ ปีเมื่อย่างเข้าหน้าแล้งปลายฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ชาวบ้านและเกษตรกรในชนบทจะเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับการเพาะปลูกในฤดูฝน การเตรียมพื้นที่ก็คือการแผ้วถางวัชพืชและตัดฟันไม้ไร่อันไม่จำเป็นออกจากแหล่งเพาะปลูก ต่อจากนั้นก็คือ การเผาทำลายสิ่งเหล่านี้ แล้วก็จะนำไปสู่ปัญหาหมอกควันที่จะปะทุรุนแรงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนก่อนฝนใหม่จะมาในเดือนถัดไป
ด้วยวงจรการผลิตภาคเกษตรกรรมดังกล่าวนี้ ชาวบ้านหรือเกษตรกรจึงตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นตัวการที่ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน วิธีแก้ก็คือจะต้องแก้ที่ตัวชาวบ้าน แก้ที่กรรมวิธีในผลิต นั่นคือ จะมีการลดการเผาหญ้าเผาป่าได้อย่างไร ในขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคม มองต่างมุมว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาระดับภูมิภาค เพราะควันที่ลอยอยู่ในอากาศไม่ได้มีที่มาจากประเทศไทยเพียงแหล่งเดียว แต่มีต้นทางมาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย เนื่องจากทุกประเทศรอบ ๆ บ้านเราก็มีวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมเหมือนกันกับประเทศไทยเรานั่นเอง
ที่สำคัญซึ่งจะมองข้ามไปไม่ได้ ภาคประชาสังคมยังชี้ด้วยว่า ไม่เพียงเกษตรกรเท่านั้นที่เป็นจำเลยสังคม แต่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีเครื่องมือการผลิตคือโรงงานต่าง ๆ และเราทุกคนก็ล้วนมีส่วนสร้างปัญหานี้ขึ้นมาจากการใช้รถยนต์ซึ่งการเผาไหม้ของเครื่องยนต์นั้นก็เปรียบได้กับการเผาป่าของชาวบ้านเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น จะโทษแต่ชาวบ้านว่าเป็นตัวการของปัญหาหมอกควันคงจะไม่ถูกต้องนัก
ภาคประชาสังคมที่เกาะติดเรื่องนี้มายาวนาน ขมวดปมว่า ข่าวปัญหาหมอกควันที่สื่อสารกันในสังคม ยังไม่ครบถ้วน ถูกต้องกับความเป็นจริง ซึ่งจะบอกว่าเป็น Fake News หรือ ข้อมูลผิดพลาด (misinformation) ก็ไม่อยากที่จะฟันธง แต่เห็นว่ากลไกสำคัญของการสื่อข่าว ต้องไม่มีอคติ ต้องไม่มีความลำเอียง ต้องมีข้อมูลรอบด้าน ที่สำคัญคือต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ซึ่งจะตอบโจทย์ว่าจะใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร ใช้เพื่อใคร?
ถ้าสื่อไม่เท่าทันรัฐก็จะตกเป็นเครื่องมือของรัฐรังแกชาวบ้าน เพราะรากฐานของปัญหาในมุมมองภาคประชาสังคมก็คือ การที่รัฐมีนโยบายที่ไม่ตรงกับปัญหานั่นเอง ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด เกาไม่ถูกที่คัน
ถกกันมาถึงตรงนี้ ทำให้เราในฐานะสื่อต้องย้อนมาทบทวนตัวเองว่าแท้จริงแล้ว ภาระหน้าที่ของสื่อมวลชน คือการเป็นกระจกสะท้อนปัญหาหรือการเป็นตะเกียงฉายแสงสว่างส่องนำทางสังคมกันแน่? และระหว่างทางสองแพร่งนี้สวนทางหรือหนุนเสริมกันหรือไม่?
ศักดิ์ชัย พฤติภัค ประธานชมรมผู้สื่อข่าวออนไลน์ ที่ปรึกษาโครงการของเรา สะท้อนว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก ทำให้เรามองปัญหารอบด้านและเห็นถึงมิติที่ลึกขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว ข่าวเท็จและข่าวจริงก็มีหลายเฉดสี มีความเข้มข้นหนักเบาหลายชั้นหลายระดับ ถ้ามีเครื่องมือหรือหลักคิดในการแยกแยะก็จะเห็นถึงมิติและเข้าใจความเป็นจริงได้ใกล้เคียงที่สุด
ไม่มีใครปฏิเสธว่า ปัจจุบันภูมิทัศน์หรือนิเวศวิทยาของสื่อเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการสื่อสาร ทำให้ใครๆ หรือแม้แต่ชาวบ้านเองก็ทำหน้าที่เป็นสื่อได้ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญหรือหัวใจของการทำงานสื่อก็คือ ต้องมีโลกทัศน์ที่ถูกต้องและต้องมีทักษะการทำงานที่สอดคล้องเท่าทันกับภูมิทัศน์หรือบริบทแวดล้อมจึงจะสามารถสื่อข่าว หรือสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างแม่นตรงกลุ่มเป้าหมาย
ในสภาพความเป็นจริงของการทำงาน เหตุที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน เกิดเป็น Fake News หรือ ข้อมูลผิดพลาด (misinformation) เพราะมองปัญหากันคนละด้าน ในลักษณะตาบอดคลำช้าง เห็นปัญหาเป็นส่วน ๆ ชิ้น ๆ เห็นงวง เห็นงา เห็นหู เห็นหาง ก็เข้าใจว่า นั่นแหละเป็นช้าง ไม่ได้เห็นภาพรวมที่เชื่อมโยงเป็นช้างทั้งตัว จึงทำให้มีทัศนคติแตกต่างกัน ตามภาพตามเหลี่ยมมุมที่ทุกคนสัมผัส
มองจากแง่นี้ สื่อจึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนปัญหาให้เห็นช้างทั้งตัวทุกสัดส่วนตรงกัน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และรีบดำเนินการแก้ไข ในเวลาเดียวกัน สื่อก็มีหน้าที่เป็นตะเกียงส่องนำทางให้กับสังคมด้วย จากการรวบรวมสืบค้นประมวลผลและประเมินถึงผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต โดยอาศัยเชื่อมโยงความรู้ประสบการณ์จากเครือข่ายภาคประชาสังคมและผู้ชำนาญการที่คลุกวงในในปัญหานั้นๆ เป็นสะพานเชื่อม
กระจกและตะเกียง จึงเป็นภาระหน้าที่พื้นฐานสองด้านของสื่อ ที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน ภายใต้เงื่อนไขที่มีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมพหุนิยมร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อนให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไข
โดยสรุป จะเห็นได้ว่าจากการแลกเปลี่ยนกันในวงเสวนา ““แชร์มุมข่าว เล่าเบื้องลึก” ผ่านกรณีศึกษาปัญหาหมอกควันภาคเหนือ เป็นเสมือนชนวนจุดประกายไฟให้คนทำงานได้ร่วมกันถอดบทเรียน จากการมองและวิเคราะห์ข่าว เปิดรับการวิจารณ์ตัวเอง ได้ทบทวนกลั่นกรองประสบการณ์ เพื่อต่อยอดยกระดับการทำงาน
เปิดการสื่อสารเชิงรุก สร้างพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมต่าง ๆ ในการผลักดันและมีส่วนร่วมจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของสังคมร่วมกัน การพูดคุยครั้งนี้ทำให้ปัญหาหมอกควันที่เคยอำพรางบดบังทัศนวิสัย ก็เริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนแจ่มใสขึ้นเรื่อย ๆ
